หาเงินล้าน
หาเงินล้านไม่ยากอย่างที่คิด เรามีตัวอย่างจากผู้ประสบความสำเร็จด้วยวิธีการต่างๆมาให้คุณได้ศึกษา
วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ธุรกิจกล้วย กล้วย
ธุรกิจกล้วย กล้วย "เงินล้าน"
"บานาน่า" กล้วยทอดกรอบ เป็นอีกโชว์เคสของสินค้าโอท็อปที่รู้จัก "เรียนลัด" จากวิธีคิด วิธีทำธุรกิจระดับประเทศ มาต่อผลิตภัณฑ์พื้นบ้านให้เป็นขนมขบเคี้ยวสไตล์สากล และทำรายได้ "เงินล้าน"
ไม่ต่างจากมันฝรั่งทอดกรอบยี่ห้อดังที่แปรรูป ปรุงแต่งรสชาติอีกนิด เป็นขนมขบเคี้ยวสไตล์สากล ภายใต้แบรนด์ "บานาน่า"
แค่นี้ กล้วย ก็กลายเป็นธุรกิจกล้วยๆ
ขนมขบเคี้ยวนับได้ว่าเป็นตลาดถูก "กินรวบ" โดยผู้ประกอบการเจ้าใหญ่ สายป่านยาวเพียงแค่ไม่กี่ราย และยากที่รายเล็กรายย่อยจะแทรกตัวเข้ามาในตลาด
ยิ่งเป็น "กล้วย" ผลไม้พื้นบ้าน โอกาสเติบโตมีน้อยมาก
หลายรายที่แปรรูปกล้วยแต่การตลาด "แป๊ก" ด้วยกลิ่นอายผลิตภัณฑ์ แพ็คเกจจิ้ง "พื้นบ้าน" ไม่ส่งให้สินค้าโดดเด่น
แตกต่างกับ "บานาน่า" ขนมขบเคี้ยวจากกล้วย ที่ผ่านการเรียนรู้ประสบการณ์จากผู้นำตลาดจนได้ผลิตภัณฑ์กลิ่นอายของ "มืออาชีพ"
ประสบการณ์จากการเป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร รับผิดชอบด้านการวิจัยและทดลอง ทำให้ จินตนา สะสำอางค์ ได้มีโอกาสเรียนรู้รูปลักษณ์สากลของผลิตภัณฑ์อาหารแบบมืออาชีพ
“ช่วงนั้นมันฝรั่งยี่ห้อหนึ่งได้รับความนิยมมาก ทำให้เรานึกถึงกล้วยน้ำว้า ซึ่งนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแล้ว ยังให้รสชาติที่หวานต่างจากกล้วยชนิดอื่น และที่สำคัญเป็นช่วงที่ผลผลิตกล้วยน้ำว้าล้นตลาด ราคาตก เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เราเลยพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทดลองปรุงรสต่างๆ ตามกระแสตลาด เอาไปให้เด็กๆ ในโรงเรียนใกล้บ้านชิมดู ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลังจากนั้นก็คิดสูตรรสชาติใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ” จินตนาเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นที่จุดประกายความคิดเมื่อสิบปีก่อน
ด้วยเงินทุนเพียง 50,000 บาท กับความตั้งใจเพียงแค่จะทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ให้ครอบครัวและญาติพี่น้องมีรายได้ แต่เมื่อทำไปสักระยะหนึ่งได้รับผลตอบรับอย่างน่าแปลกใจ จนทำให้สามารถขยายกลุ่มผู้ผลิตออกไปเรื่อยๆ จากอำเภอพนมทวน ขยายเครือข่ายไปสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนในอำเภอทองผาภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบ อีก 6 กลุ่ม โดยจินตนาเป็นผู้ดำเนินกิจการและดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
ภายใต้การบริหารงานแบบกลุ่มชุมชน นั่นคือ "กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทย”
“ช่วง 3 ปีแรก ลำบากมาก ไม่มีเงินสำรองจ่าย ขอกู้ธนาคารก็ไม่ได้ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ท้อเหมือนกัน แต่ไม่ถอย เห็นแววตาของญาติพี่น้อง สมาชิกในชุนชนที่เขาเข้ามาเพื่อหวังจะพึ่งเรา ทำให้เราต้องมองไปข้างหน้า ต้องอดทน ตลาดก็ยังไปได้ แม่เลยให้โฉนดที่นาไปจำนอง ได้เงินมาก้อนหนึ่ง ทำให้ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง จากนั้นมาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ”
แม้จะหมดปัญหาในเรื่องของเงินทุนแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างการยอมรับในตัวสินค้า
เนื่องจากตลาดเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กนักเรียน การเข้าไปหาตลาดช่วงแรกๆ ถูกต่อต้านจากครู เพราะแพ็คเกจจิ้งที่เลียนแบบคล้ายขนมขบเคี้ยวในท้องตลาด
เธอบอกว่า ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจกับครู โดยเน้นให้เขาเห็นคุณค่าทางโภชนาการของกล้วย ซึ่งปกติก็จะรับประทานในรูปแบบกล้วยฉาบ กล้วยทอด กล้วยปิ้ง ก็พอเบื่ออยู่แล้ว ซึ่งการแปรรูปในลักษณะแบบนี้ทำให้ง่ายต่อการรับประทาน ที่สำคัญคุณค่าทางโภชนาการของกล้วยน้ำว้าก็ยังคงอยู่ แถมยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย
สินค้าของเธอเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น
จนที่สุดถึง "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญในธุรกิจแปรรูปกล้วยน้ำว้า เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อห้างเทสโก้ โลตัส ได้จัดพื้นที่พิเศษเพื่อจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือโอท็อป โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า ทำให้จินตนามองเห็นโอกาสที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ แทนที่จำกัดแค่สินค้าโอท็อป ของฝากติดมือในอำเภอพนมทวนเท่านั้น
“ครั้งแรกเราได้รับการติดต่อเข้าไปจำหน่ายในฐานะสินค้าโอท็อป เพราะทางโลตัสมีนโยบายสนับสนุนสินค้าโอท็อปให้เข้าไปวางจำหน่ายได้ โดยไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ซึ่งทำให้ธุรกิจที่มีทุนไม่มากนัก ได้มีโอกาสเข้าไปสู่ช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ได้เท่าๆ กับสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหลาย ซึ่งตรงนั้นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น จากสินค้าท้องถิ่น ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะเป็นสินค้าแบรนด์เนมระดับชาติแล้ว”
นอกจากนี้บานาน่ายังได้นำเข้าไปวางจำหน่ายในเอาท์เล็ตฟลายนาว ร้านเอาท์เล็ตพรีเมียมแบรนด์ ซึ่งช่วยส่งแบรนด์บานาน่าให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และถึงวันนี้ จากกล้วยน้ำว้าธรรมดา ที่จินตนานำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปปรุงรสชาติอิงกระแสตลาด จนได้กล้วยน้ำว้าหลากหลายรสชาติ ภายใต้แบรนด์บานาน่า รสต่างๆ มากถึง 10 รส คือ รสสาหร่าย รสบาร์บีคิว รสลาบ รสไก่ รสพิชซ่า รสช็อกโกแลต รสกุ้ง รสปาปริก้า มะเขือเทศ ชาเขียว รวมทั้งจะออกสูตรซอสญี่ปุ่น ในช่วงเปิดเทอมหน้า
ที่สำคัญทุกรสผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา ได้รับมาตรฐานสินค้าโอท็อป 5 ดาว และสถาบันรับรองอาหาร “ฮาลาล”
จากธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียง 50,000 บาท เมื่อสิบปีที่แล้ว ตั้งใจให้ครอบครัวและญาติพี่น้องมีรายได้ คนในชุมชนมีงานทำ วันนี้ กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทย มีสมาชิกเกือบ 100 ชีวิต ทำให้ปัจจุบันทางกลุ่มมีรายได้ถึงกว่า 3 ล้านบาทต่อเดือน และสมาชิกมีรายได้ 10,000-20,000 บาท/เดือน
นอกจากครอบครัว ญาติพี่น้อง อยู่อย่างมีความสุขแล้ว ส่งผลให้สมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ
ด้วยการมองการณ์ไกล เรียนรู้จากผู้นำตลาด "ต่อยอด" ผลิตภัณฑ์ ทำให้กล้วยก็เป็นธุรกิจกล้วยๆ
-----------------------
ปั้นแบรนด์โอท็อปผ่านโลตัส
โอท็อปขึ้นห้าง ดูหรูทีเดียว
นอกจากจะได้ "กล่อง" ยังช่วยสร้างพลังอิมเมจเพิ่มมูลค่า เพิ่มราคา
นับว่าเป็นโอกาสที่ดี เมื่อเทสโก้ โลตัส เปิดพื้นที่ให้สินค้าโอท็อปขึ้นจำหน่าย ทางหนึ่ง เพื่อสร้างจุดขายใหม่ๆ ให้กับห้าง ทางหนึ่ง เป็นสะพานสร้างแบรนด์ให้กับเอสเอ็มอีได้แจ้งเกิดด้วยความรวดเร็ว ผ่านสายตาของลูกค้าที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยที่นี่มากกว่า 13 ล้านคนต่อเดือน
สำหรับรูปแบบที่โลตัสจัดพื้นที่ให้โอท็อป แบ่งเป็น 4 รูปแบบ คือ
รูปแบบแรก การจัดงานแสดงสินค้า (Exhibition / Fairs) บริเวณลานจอดรถของสาขา ซึ่งที่ผ่านมาโลตัสได้จัดไปแล้ว เช่น การร่วมมือกับจังหวัดนนทบุรี ในการจัดผลิตภัณฑ์ชุมชน หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ นนทบุรี ครั้งที่ 1 ที่เทสโก้ โลตัส สาขาบางใหญ่, การร่วมมือกับจังหวัดเชียงใหม่ จัดงาน OTOP Corner ที่เทสโก้ โลตัส สาขาเชียงใหม่หางดง, การประสานงานกับสำนักพัฒนาชุมชนกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดงานแสดงสินค้า OTOP ในพื้นที่ลานจอดรถของเทสโก้ โลตัส 4 สาขา ในเขตกรุงเทพมหานคร
รูปแบบที่สอง การจำหน่ายสินค้าโอท็อป ในอาคารแสดงสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP Pavilion, OTOP Corner) ระดับสินค้า 1-5 ดาว ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง คือ จันทบุรี และกาญจนบุรี และมีแผนงานที่จะก่อสร้างอาคารสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ให้ครบทุกภูมิภาคต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้โลตัสยังได้จัดพื้นที่ถาวร (OTOP Corner) ให้ผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่บริเวณพื้นที่ Mall ที่สาขาเชียงใหม่คำเที่ยง และสาขาสมุย โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมจำหน่ายสินค้า ในส่วนอาคารแสดงสินค้า OTOP และ OTOP Corner แล้วเป็นจำนวนกว่า 200 ราย และสามารถจำหน่ายได้เป็นจำนวนเงินมากกว่า 20 ล้านบาท
รูปแบบที่สาม จัดชั้นจำหน่าย (Shelves) สินค้าโอท็อปทุกสาขาทั่วประเทศ ในระดับ 3-5 ดาว ณ ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส ได้จัดพื้นที่เฉพาะในชั้นวางสินค้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ จำนวน 89 รายการ ซึ่งได้แก่ ผัก ผลไม้แปรรูป ไส้กรอก สมุนไพร เครื่องเทศ ชา กาแฟ อาหารเสริม น้ำผึ้ง และสินค้าอุปโภคอื่นๆ ที่จัดส่งผ่านศูนย์กระจายสินค้าที่วังน้อย จังหวัดอยุธยา
การจำหน่ายสินค้าผ่านรูปแบบนี้ มีจำนวนผู้ประกอบการท้องถิ่นหมุนเวียนเป็นจำนวนกว่า 400 ราย สามารถจำหน่ายสินค้ามากกว่า 750 รายการ และมียอดขายโดยรวมจนถึง ณ ปัจจุบัน เป็นจำนวน 17.5 ล้านบาท
รูปแบบสุดท้าย การจัดทำซุ้มคีออส (Kiosk) เพื่อจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ใน เทสโก้ โลตัส ทุกสาขาทั่วประเทศ ระดับสินค้า 3-5 ดาว
โลตัสระบุว่า Kiosk ที่ตั้งอยู่ในเทสโก้ โลตัส ในเขตจังหวัดนนทบุรี คือสาขารัตนาธิเบศร์ สาขาบางใหญ่ มียอดขายสูงถึง 3 แสนบาทต่อเดือน นอกจากนี้ สาขาหาดใหญ่ เทสโก้ โลตัส ได้เพิ่มพื้นที่เพื่อวางรถ Kiosk อีกเป็นจำนวน 5 คัน รถ Kiosk ทุกสาขา รวมจำนวน 89 คัน
สำหรับเรื่องการจัดส่งไม่เป็นปัญหาสำหรับลูกค้าโอท็อป โลตัสระบุว่า พร้อมให้การสนับสนุนจัดสินค้าคงคลังและกระจายสินค้า (Supply Chain) และการจัดเก็บสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ โดยจะจัดส่งไปยังศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย จังหวัดอยุธยา เพียงที่เดียว จากนั้นจะทำการกระจายต่อไปยังสาขาต่างๆ
ทั้งหมดนี้ โลตัสหวังว่าจะสามารถช่วยผลักดันนำสินค้า OTOP เข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้เช่นเดียวกันในอนาคต
ที่มา http://www.nationejobs.com/
วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ชีวิตที่ต้องสู้
สุรัตน์ งามนิตยาหงส์ ชีวิตที่ต้องสู้ จากอดีตจับกังสู่เศรษฐีร้อยล้าน
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการ VIP
จากข้อความที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ยังคงใช้ได้อยู่ในทุกยุคทุกสมัย และยังเป็นข้อความเตือนใจให้ใครหลาย ๆ คน ที่อาจจะท้อแท้กับชีวิต ได้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ซึ่งจากข้อความนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีสำหรับคุณ "สุรัตน์ งามนิตยาหงส์" จากอาชีพจับกังแบกน้ำแข็ง จบแค่ ป.4 แต่ชีวิตเธอกลับพลิกผันสุดโต่ง นั่งแท่นเจ้าของธุรกิจส่งออกยางรถ โกยเงิน เดือนละ 50 ล้าน! อย่างไรก็ตาม แม้ภายนอกเราจะเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงร่ำรวย มั่งคั่ง และเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินมูลค่ากว่าร้อยล้าน แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้น เธอได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนพบทั้งความสุข ความทุกข์ และความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงตอนนี้หลาย ๆ คนคงจะอยากรู้แล้วว่า ชีวิตที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อของเธอได้พบกับความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร?
ชีวิตในวัยเด็กของคุณสุรัตน์ ไม่ได้สุขสบายอย่างที่เราเห็นกันในตอนนี้ เนื่องจากพ่อแม่ของเธอเป็นเพียงจับกัง ทำงานหาเช้ากินค่ำ และยังมีลูกมากถึง 11 คน แต่กระนั้น ครอบครัวของเธอก็ยังคงพออยู่พอกิน จนกระทั่งคุณสุรัตน์ จบ ป.4 เธอก็ตัดสินใจละทิ้งวัยเรียนที่สนุกสนานไป และเริ่มต้นทำงานเป็นจับกังแบกน้ำแข็ง เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระ และยังช่วยเลี้ยงน้อง ๆ ไปด้วย
ต่อมาเมื่อเธอก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เธอก็ยังคงทำงานหนักเช่นเดิม โดยทำงานเป็นสาวโรงงานในช่วงกลางวัน ส่วนในตอนกลางคืนเธอก็ไม่ปล่อยเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากเธอยังทำงานเป็นช่างเสริมสวยไปด้วย ซึ่งเธอโหมงานหนักเช่นนี้เป็นเวลา 2-3 วัน จนเธอต้องออกจากงานเนื่องจากปัญหาสุขภาพของเธอเอง
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หลังจากเข้ารับการรักษาตัวแล้ว เธอก็ยังไม่หยุดคิดที่จะทำงานหาเงิน ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำอาหารขายกับแม่ เช่น ซาหริ่ม บัวลอยไข่หวาน อาหารตามสั่ง ซึ่งก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่เพียงแต่การงานที่ไปได้สวยเท่านั้น แต่จากการค้าขายนี่เองที่ทำให้เธอพบรักกับทหารเกณฑ์ และแต่งงานหลังจากที่รู้จักกันได้เพียง 7 วันเท่านั้น
ภายหลังจากการแต่งงานนี่เอง ที่เริ่มเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของเธอ เนื่องจากเธอได้นำเงินเก็บจากการค้าขายบางส่วน และทองที่ได้จากสินสอด นำมาลงทุนในกิจการขายยาง แม้ว่าธุรกิจช่วง 2 ปีแรก จะทำให้เธอขาดทุนอย่างหนัก แต่เธอก็ยังคงค้าขายอาหารควบคู่ไปด้วยเพื่อหาเงินมาคอยใช้ภาระหนี้สินจากธุรกิจขายยางดังกล่าว
ต่อมา เธอก็มีโอกาสได้ไปขายยางที่ตลาดโรงเกลือ หลังจากที่เห็นลู่ทางที่น้องสาวไปได้กำไรจากการเปิดกิจการขายเครื่องมือช่าง จึงไปเปิดด้วยเช่นกัน ปรากฏว่าขายดีมากเช่นเดียวกัน ได้กำไรต่อวันไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาทเลยทีเดียว ซึ่งช่วงนี้นับได้ว่าเป็นช่วงน้ำขึ้นให้รีบตักเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเธอไม่มีเงินเก็บเลย แต่กลับเอาเงินไปลงทุนซื้อของเพื่อหากำไรมากขึ้น
แน่นอนว่าชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในที่สุดเธอก็มาถึงช่วงขาลงที่สุดในชีวิตจนแทบเรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว เนื่องจากไฟไหม้ ทำให้ของในร้านของคุณสุรัตน์เสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม แม้จะเจออุปสรรคอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ คุณสุรัตน์กลับไม่เคยคิดว่าเธอแย่ เนื่องจากเธอยังมีบ้าน มีของบางส่วนเล็กน้อย มีครอบครัวที่มีความสุข ถึงก่อนหน้านี้ครอบครัวเธอจะเคยจน แต่ก็มีความสุข ดังนั้นเธอจึงตั้งหน้าตั้งตาทำธุรกิจของเธอต่อไป จากการยืนหยัดต่อสู้ คิดดี และทำดีนี่เอง ทำให้เธอสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติในชีวิตดังกล่าวมาได้ ซึ่งปัจจุบัน กิจการขายยางของเธอมีเงินหมุนเวียนถึง 10-60 ล้านบาทต่อเดือน
ไม่เพียงแต่กิจการขายยางเท่านั้นที่ทำให้คุณสุรัตน์มั่งคั่ง ร่ำรวยมหาศาล แต่คุณสุรัตน์ยังได้เปิดรีสอร์ท ที่ จ.กาญจนบุรี ด้วยเช่นกัน เนื่องจากความคิดเล็ก ๆ เพียงแค่ต้องการซื้อที่ดิน เพื่อจะได้สร้างสระว่ายน้ำ มาดูแลสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรมจากการโหมงานหนักของเธอเอง ซึ่งในตอนแรก เธอสร้างบ้านเพียง 3 หลังเท่านั้น แต่ต่อมาขยายเรื่อย ๆ จนขณะนี้มีถึง 70 หลังด้วยกัน
ทั้งนี้ คุณสุรัตน์ ก็ได้กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จได้ ก็เนื่องมาจากเธอผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มามากมาย ทำให้เธอแกร่งและเก่งขึ้น แลเธอก็ขอฝากแง่คิดไปยังผู้ที่เผชิญปัญหาจากการประกอบธุรกิจทั้งหลายในขณะนี้ ขอให้สู้ ค่อย ๆ ตั้งใจทำไป มีความขยันและอดทน ก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
จะเห็นได้ว่า คุณสุรัตน์ ผ่านอุปสรรคในชีวิตมานับไม่ถ้วน และตลอดชีวิตที่ผ่านมาก็ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เธอย่อท้อแต่อย่างใด อีกทั้งจากอุปสรรคดังกล่าวนี่เอง ที่กลายเป็นตัวหล่อหลอมให้คุณสุรัตน์กลายเป็นผู้หญิงแกร่ง เข้มแข็ง และไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต จนเธอได้พบกับปลายทางที่มีความสุข ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มาจากความพยายามของเธอนั่นเอง...
ที่มา http://hilight.kapook.com/
มาดูสิว่าเศรษฐีเขาทำกันได้อย่างไร
วอร์เรน บัฟเฟตท์ เจ้าพ่อนักลงทุนตลาดหุ้น
สมมุติว่าในปี ค.ศ 1965 ถ้าคุณมีเงินอยู่ 10,000 เหรียญ และลงทุนแบบเดียวกับบัฟเฟตท์ เชื่อไหมว่าในปีนี้คุณจะมีเงินทั้งหมด 51 ล้านเหรียญ ทวีคูณได้ขนาดนี้เงินล้านก็หาไม่ยากอย่างที่คิดแล้ว
วอร์เรน บัฟเฟตท์ นักลงทุนในหุ้นผู้คุมบังเหียนตำแหน่ง Chairman and chief executive of Berkshire Hathaway Inc. ซึ่งขณะนี้มูลค่าสินทรัพย์กว่า 30,000 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังใจกุศลยื่นเงินให้มูลนิธิต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และทำตัวติดดินไม่ฟุ้งเฟ้อเหมือนเศรษฐีใหม่บางคน
วิธีของวอร์เรน บัฟเฟตท์ คือ...
- ซื้อขายหุ้นให้เหมือนเป็นบริษัทของตัวเอง แต่ถ้าคุณคิดว่าจะซื้อขายแบบรวดเร็ว นั่นอาจจะไม่ใช่การลงทุนแต่เป็นการพนันต่างหาก
- ลืมเรื่องเทคนิค กลยุทธ์ หรือการวิเคราะห์จากกูรูต่างๆ เพราะมันสามารถใช้เป็นเครื่องมือในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ทำให้นักลงทุนบางคนลืมรากฐานของบริษัท และซื้อขายจากการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว
- อดทนเล่นหุ้นระยะยาวดีกว่าการลงทุนระยะสั้น เพราะทำให้เม็ดเงินเติบโตได้มากกว่า อีกทั้งยังได้ลดภาษีและมีรายได้ต่อเนื่อง ต้องกล้าขายในช่วงที่ราคาเหมาะสม อย่าหวังว่าราคาจะสูงกว่านี้อีก
- ถ้ามัวแต่พึ่งรายได้ทางเดียว ควรมีรายได้อย่างที่สองเพื่อค้ำจุนชีวิตไว้บ้าง อย่างเช่น การลงทุน
- อย่าหาเงินจากตลาดหุ้นปัจจุบัน แต่ซื้อการคาดคะเนจากตลาดหุ้น ล่วงหน้าเป็นเวลา 5 ปีต่างหาก
Quote : วอร์เรน บัฟเฟตท์
ผมรู้มาตลอดว่าต้องเป็นคนรวย เรียกว่าไม่มีสักนาทีที่สงสัยเลย เพราะผมมีกฏอยู่ 2 ข้อ 1. ห้ามเสียเงิน 2. ห้ามลืมกฏข้อที่ 1
---------------------
บิล เกตส์ ราชาไมโครซอฟท์
เนื่องด้วยความสามารถและจินตนาการอันล้นเหลือของบิล เกตต์ ผู้คิดค้นไมโครซอฟท์ ออฟฟิต ทำให้พนักงานออฟฟิตทุกคนเจอหน้าไมโครซอฟท์บ่อยกว่าเพื่อนสนิทของตัวเองเสียอีก
บิล เกตส์ ผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์เปอร์เรชั่น จำหน่ายลิขสิทธิ์และซอฟแวร์ขายปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลกมีรายได้กว่า 50,000 ล้านเหรียญ จากอดีตนั้นเป็นแค่เด็กมหาวิทยาลัยธรรมดาบ้าคอมพิวเตอร์ แต่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำซอฟแวร์ออกขาย และโชคดีที่ได้ลูกค้ารายแรกที่ชื่อว่า IBM งานนี้รวยไม่รู้เรื่อง
วิธีของบิล เกตต์คือ
- ห้องทำงานของบิล เกตต์ ใช้อีเมลล์ในการสื่อสารเท่านั้น และไม่ใช้กระดาษบนโต๊ะทำงานเลย เวลามีไอเดียอะไรก็จดไว้ที่ Tablet PC เท่านั้นไม่เปลืองทรัพยากร
- ปฏิเสธเงินก้อนใหญ่แบบขายขาดแต่เรียกเก็บเงินเป็นค่าลิขสิทธิ์แทน เพราะมองเห็นว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังจะเปลี่ยนโลก
- เมื่อเริ่มทำธุรกิจต้องมองไปที่ศตวรรษหน้า และผู้นำควรยินดีที่จะมอบอำนาจให้คนอื่นๆ อย่างเช่น มอบตำแหน่งประธานบริหารให้ สตีฟ บาลเมอร์ โดยตนเองนั้นเกษียณอายุก่อนกำหนดเพื่อดูแลมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation
- ใช้ความมั่นใจของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม และกล้าต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ในขณะที่ตัวเองเป็นเพียงนักศึกษา
Quote : บิล เกตส์
ผมมีความฝันมากมายในวัยเด็ก แค่จัดการให้มันเป็นความจริงขึ้นมา
-----------------------------------------------------
โดนัลด์ ทรัมป์ สุดยอดนักอสังหาริมทรัพย์
โดนัลด์ ทรัมป์เป็นลูกคนรวยแห่งนิวยอร์คที่สร้างปรากฏการเก่งเหนือพ่อ สามารถ
ทวีคูณทรัพทย์สินได้ไม่หยุดยั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่พ่อของเขาพาไปดูพื้นที่และ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่าให้ดูทีวีอยู่กับบ้าน
โดนัลด์ ทรัมป์ประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อนำเอาพื้นที่เสื่อมโทรมบริเวณเกาะแมนฮัต
ตัน นิวยอร์ค มาทำเป็นอาคารออฟฟิตและที่พักอาศัย จนทำให้ละแวกนี้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทรัมป์ชอบมองหาพื้นที่หรือตึกเก่าๆ มาบูรณะพัฒนาให้ดูดีทันสมัย และขายออกไปในราคาที่ได้กำไร ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2,900 ล้านเหรียญ
วิธีของโดนัลด์ ทรัมป์คือ
- ให้มองหาโอกาสทางธุรกิจเสมอ ไม่ว่างานนั้นคุณจะถนัดหรือไม่ก็ตาม
- ถ้าเป็นไปได้ให้เอาชื่อของคุณเข้าเป็นแบรนด์ของบริษัทเพื่อให้คนจดจำ และเชื่อมั่นในธุรกิจแม้ว่าคุณจะไม่ได้บริหารแล้วก็ตาม
- การลงทุนในอสังหาริมทรัพท์ไม่มีวันล้าสมัย แต่ว่ามันก็มีความเสี่ยงได้เช่นกัน ซึ่งคุณต้องพัฒนาแล้วมันจะเป็นธุรกิจที่ปลอดภัยกว่าเดิม
- ออกสื่อให้เยอะเพราะคนจะจำคุณได้พอๆ กับจดจำธุรกิจของคุณเอง
- ถ้าคุณเป็นคนในวัยทำงานอย่าว่าตัวเองว่าทำไมยังไม่รวย แต่ให้ขอบคุณว่าตนเองนั้นยังมีชีวิตอยู่ และให้กำลังใจตัวเองแล้วสร้างเงินล้านแก่ตัวเองให้ได้
Quote : โดนัลด์ ทรัมป์
ทุกคนต้องมีความกลัว แต่การศึกษาเป็นอย่าแก้ความกลัวขนานเอก
----------------------------------------------------
แบร์นาร์ด อาโนลต์ ขุนพลแบรนด์เนม
นักธุรกิจหนุ่ม(ไม่)แน่นชาวฝรั่งเศสผู้มีทรัพย์สินประมาณ 16,500 ล้านเหรียญ ถือว่า
ร่ำรวยที่สุดในทวีปยุโรป และนิตยสาร Time ก็จัดอันดับให้อยู่ใน 100 คนผู้ทรงอิทธิพลด้วย
เราอาจจะไม่คุ้นกับชื่อเสียงของเขานัก แต่ถ้าบอกว่าเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ หลุยส์ วิตตอง คริสเตียน ดิออร์ จิวองชี่ พราด้า ฯลฯ หรือเรียกอีกอย่างว่า Moet Hennessy Louis Vuitton โดยเขากว้านซื้อแบรนด์ดังที่มีศักยภาพแต่ไร้ความสามารถทางด้านบริหารมาไว้ในกำมือเสียเอง และพัฒนาสินค้านั้นให้ทันยุคทันสมัยมากขึ้น จนฮอตฮิตติดลมบนอีกครั้ง
วิธีของแบร์นาร์ด อาร์โนลต์
- สิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจของแบรนด์เนมคือการควบคุมคุณภาพให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ ความทนทาน และการใช้งานที่ดีที่สุด
- อย่าไปยึดติดเหมือนคนอื่น แบรนด์ต่างๆ ของกลุ่มผลิตในประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีและส่งไปขายในประเทศจีน ค่อนข้างตรงกันข้ามกับคนอื่นบนโลกนี้
- ธุรกิจที่ดีคือการรวมเอาความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการผลิตที่ล้ำเลิศ และการจัดการที่เยี่ยมยอด ก็จะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้ง่าย ใครจะรู้ว่าหลุยส์ วิตตองจะขายกระเป๋าถือได้ดีที่สุด ทั้งๆ ที่เติบโตมาจากกระเป๋าเดินทาง
- สินค้าคุณภาพดีเท่านั้น ที่ดึงลูกค้ากลุ่มคุณภาพดีมาหาเราได้
Quote : แบร์นาร์ด อาร์โนลต์
การหาไอเดียดีๆ มาพัฒนาสินค้า ไม่ใช่การลงทุนที่ใหญ่โตอะไรเลย
-------------------------------------------------
ลี กา ชิง เจ้าพ่อฮ่องกงของแท้
ลี กา ชิง มหาเศรษฐีแห่งเกาะฮ่องกงที่แม้วันนี้อายุจะล่วงเลยเข้า 80 ปีแล้วแต่ทรัพย์สินของเขาก็ยังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
ลี กา ชิง มีทรัพย์สินมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญ จากธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ สถานีโทรทัศน์ ท่าเรือขนส่ง บริการอินเตอร์เน็ต อสังหาริมทรัพทย์ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นคนต่อสู้ชีวิตอย่างมากเพราะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน มาเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อที่เสียชีวิต บากบั่นมานะจนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดของเกาะฮ่องกง จนได้ชื่อว่า ซุปเปอร์แมนหลี่
วิธีของลี กา ชิง
- คนที่จะเป็นเจ้าของเงินล้านต้องผ่านความยากลำบากแบบเลือดตาแทบกระเด็นกันทุกคน อย่าหวังว่าเงินจะลอยมาแบบสบายๆ อย่างลี คา ชิง เริ่มต้นจากธุรกิจดอกไม้พลาสติก
- เมื่อคุยกับลูกค้าต้องรักษาคำมั่นสัญญาและความซื่อสัตย์เอาไว้เป็นที่หนึ่ง ไม่อย่างนั้นใครจะให้เงินแก่คุณ
- เช่นเดียวกับโดนัลป์ ทรัมป์ เมื่อลี กา ชิง มีเงินก้อนก็ได้ซื้อที่ดินที่ราคาไม่แพงและความเสี่ยงต่ำเอาไว้ มันทำกำไรได้งอกงามมากจริงๆ แม้ขณะนี้ก็ยังซื้อที่ดินในประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง
- เก็บเงินตอนเศรษฐกิจขาขึ้นและลงทุนยามเศรษฐกิจตก ซึ่งสำหรับตอนนี้ใครที่อยากรวย
คุณต้องจับจ้องยุคฟองสบู่แตกของจีน แล้วราคาหุ้นจะตกลงมาในราคาที่รับได้แล้วค่อยช้อนซื้อ แต่ถ้าคุณจะลงทุนในตอนนี้เลยให้ศึกษาหุ้นตัวนั้นให้มากจะดีกว่า
Quote : ลี กา ชิง
อย่าหยุดที่จะหาความรู้ใหม่ๆ ดูเศรษฐกิจโลกและการเมืองให้รอบๆ และวิ่งนำสังคมที่คุณยืนอยู่
Credit http://www.moneysalaryclub.com/
วิธีหาเงินล้านได้ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์
วิธีหาเงินล้านได้ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์
ชายคนหนึ่งลงประกาศในหนังสือพิมพ์ ว่าเขารู้วิธีหาเงินล้านได้ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์และเขาพร้อมจะบอกวิธีนั้น ใครอยากรู้เพียงเอาเงินใส่ซอง 50 บาทส่งให้เขา พร้อมซองจดหมายติดแสตมป์จ่าหน้าซองถึงตัวเอง แล้วเขาจะบอกวิธีกลับมา
ผู้คนให้ความสนใจมากมาย ส่งจดหมายหาเขาร่วมแสนคน หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ทุกคนได้รับจดหมายตอบกลับ ในนั้นมีข้อความสั้นๆ
.
.
.
.
.
.
.
ก็ทำอย่างผมนี่ไง
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน
วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน 
“เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่เงินก็สามารถซื้อทุกอย่างที่พระเจ้าสร้างไว้บนผืนพิภพแห่งนี้”
พูดอย่างนี้ มิได้มีเจตนาบูชาเงินเป็นสรณะ แต่ถ้าคุณคิดว่าตนเองเป็นคนดี ถามว่า เงินถ้าอยู่กับคนดีๆ มีอะไรเสียหายไหม วันหนึ่งคุณเกิดมีเหตุจำเป็นต้องใช้ หรือ อยากช่วยใครสักคน แล้วมีเงินอยู่ในมือที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ถามว่าดีไหม
เพียงแต่ว่า เงินก้อนนั้น ต้องได้มาด้วยวิธีที่ถูกกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดจริยธรรม ไม่ไปเบียดเบียนใคร เรามักจะพูดกันว่า ถ้ามีเงินเป็นล้านจะเป็นเศรษฐี ถามจริงๆว่า ถ้ามีเงินเพียง 1 ล้านบาท นับเป็นเศรษฐีได้จริงๆหรือ เดี๋ยวนี้ 1 ล้านบาทไม่พอซื้อบ้าน , ไม่พอซื้อรถยี่ห้อแพงๆ, ไม่พอรักษาโรคร้ายแรง เงิน 1 ล้านบาทแทบทำอะไรไม่ได้เลย
ในบทความนี้ จึงตั้งสมมติฐานว่า เศรษฐีควรจะมีเงินเก็บสัก 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อจะได้อยู่อย่างสบายๆหลังเกษียณอายุ แล้วจะมีวิธีอะไรที่ทำให้หาเงินได้ 10 ล้านบาทโดยไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใครมา
1.เป็นเจ้าของกิจการ
ใครๆก็รู้ว่า เป็นเถ้าแก่ จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สถิติพบว่าธุรกิจเปิดใหม่ จะล้มหายตายจากไปในปีที่สองถึง 70% และจะอยู่อย่างยั่งยืนเกิน 10 ปี ได้เพียง 3-5% เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วโลกก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจกันไม่เว้นแต่ละวัน อย่างน้อยก็ขอลองสักตั้ง ไม่ว่าจะเสี่ยงเพียงใด มาดูว่าเจ้าของธุรกิจ ทำเงินกันอย่างไร
สูตรที่มักจะใช้อธิบายกำไรของเจ้าของธุรกิจคือ
ยอดขาย - ต้นทุนคงที่ - ต้นทุนแปรผัน = กำไร
เพื่อทำให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างเช่นธุรกิจหนึ่งหากมี ยอดขายต่อเดือนที่ 1 ล้านบาท จะมีต้นทุนคงที่ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผัน 200,000 บาท ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจจะมีกำไรเขาต้องผลักดันยอดขายให้สูงกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ถ้ายอดขายต่ำกว่า 1 ล้านบาทจะขาดทุนทันที เช่น ถ้ายอดขาย 1,500,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาทคงเดิม ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 1.5เท่าของเดิมซึ่งเท่ากับ 300,000 บาท เดือนนั้นจะกำไร 1,500,000 - 1,100,000 = 400,000 บาท
แต่ถ้า ยอดขายเป็น 3,000,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 3 เท่าซึ่งเท่ากับ 600,000 บาท เดือนนั้นจะมีกำไรเท่ากับ 3,000,000 บาท - 1,400,000 = 1,600,000บาท
ในทำนองกลับกัน ถ้ายอดขายตกลงมาเหลือ 500,000 บาทต้นทุนคงที่ยังคงเท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันอาจลดลงครึ่งหนึ่งของเดิมเท่ากับ 100,000 บาท เดือนนั้นจะมียอดขาดทุนเท่ากับ500,000 - 900,000 = -400,000 บาท
ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวเลขสมมติคร่าวๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งในชีวิตจริงจะซับซ้อนกว่านี้ และแต่ละธุรกิจก็มีสัดส่วนของตัวเลขต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันแตกต่างกันไป แต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น รวยเร็ว และ เจ๊งเร็ว พอๆกัน ขึ้นกับฝีมือ ขึ้นกับความต้องการของตลาด ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง
หากสร้างธุรกิจได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะร่ำรวยเงินไหลมาเทมา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เงินสด 10 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับเถ้าแก่เหล่านี้
ปัจจุบันพบว่า มีเถ้าแก่หัวหมอที่ต้องการรวยลัดยิ่งๆขึ้น เขาใช้วิธีสร้างธุรกิจแล้วขายต่อทำกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายในตลาดหลักทรัพย์ เพราะได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีส่วนกำไร ถ้าสร้างธุรกิจมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจนมั่นคงแล้วขายต่อ คงจะไม่มีใครว่าอะไร เพราะอยู่ในกรอบอยู่ในเกณฑ์
แต่ถ้าใช้วิธีสร้างข่าวสร้างภาพให้หุ้นตัวเอง ด้วยการเทคโอเวอร์ , ขอสัมปทาน ,ปั้นสารพัดโปรเจค์ขึ้นมาขายฝันแล้วขายออก เป็นเรื่องที่น่าชิงชังอย่างยิ่ง
คนขายรับเงินล่วงหน้าในอนาคตของประมาณการ ยอดขาย สิทธิสัมปทาน และ ค่านิยม (GOOD WILL) ต่างๆที่ตอบสนองไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้คนซื้อไปรับความเสี่ยงแทนว่ารายได้ในอนาคตจะได้ตามที่นักวิเคราะห์ขายฝันให้หรือเปล่า
2.เป็นผู้บริหารระดับสูง
สมัยก่อน พวกเถ้าแก่มักจะพูดสอนลูกหลานว่า เวลาเรียน ไม่ต้องเรียนสูงนัก พอให้จบปริญญาตรีแล้วมาทำการค้าจะร่ำรวยกว่า พวกที่เรียนสูงจนจบด๊อกเตอร์ สุดท้ายก็ไปเป็นลูกน้อง รับจ้างบริหารให้พวกเถ้าแก่ รับเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท แต่ไม่รวย
สมัยนี้ เราดูถูกนักบริหารมืออาชีพไม่ได้เสียแล้ว หากมีฝีมือจริง สามารถสร้างผลงานจนได้รับความไว้ใจจากเถ้าแก่หรือผู้ถือหุ้น จนขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สองของบริษัทแล้ว เขาจะสามารถทำรายได้ปีละ 5-10 ล้านบาทได้อย่างสบายๆ
รายได้ขนาดนี้มาได้อย่างไร
บริษัทใหญ่ๆระดับประเทศ การที่ผู้บริหารสูงสุดจะมีเงินเดือนๆละ 200,000 - 500,000 บาท ไม่ใช่เรื่องแปลก และยิ่งถ้าได้เป็นกรรมการบอร์ดของบริษัทในเครืออีกสัก 4-5 แห่ง รับเบี้ยประชุมเพิ่มอีกแห่งละ 300,000 - 1,000,000 บาทต่อปีก็มีให้เห็นมากมาย
บางบริษัทใช้วิธีตั้งโบนัสหรือส่วนแบ่งกำไรตามยอดขาย หากว่าทำได้ตามเป้าที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง บริษัทใหญ่ๆต่างสร้างสถิติยอดขายใหม่สูงสุด ทำให้ผู้บริหารร่ำรวยไปตามๆกันหลายคนได้โบนัสถึง 3-5 ล้านบาท โดยไม่คาดฝัน
อีกช่องทางที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ผู้บริหารคือ (ESOP / EMPLOYEESTOCK OPTIONPLAN) ที่กรรมการบริษัทมักจะลงมติมอบสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับผู้บริหารและพนักงานบริษัท เพื่อจูงใจให้เร่งสร้างกำไร ปรากฏว่า หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า 70% มักมอบให้กับผู้บริหาร 5-6 คนแรกของบริษัท บางคนได้สิทธิจองซื้อถึง 10 ล้านหุ้น
ลองนึกภาพดูว่า หากสามารถผลักดันกำไรจนทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปเหนือราคาสิทธิ 5-6 บาทต่อหุ้น เขาจะมีกำไรคนละ 50-60 ล้านบาททีเดียว นักบริหารมืออาชีพจึงเป็นกลุ่มคนที่มองข้ามไม่ได้
3.เป็นนักขายตรง
คนไทยมักรังเกียจอาชีพงานขาย ดูถูกว่าต่ำต้อย ขณะที่ฝรั่งเขามองว่าเป็นงานที่ใช้ทักษะและใช้ความสามารถสูง เราจึงพบว่า ผู้บริหารของบริษัทฝรั่งหลายคนมักมีพื้นฐานมาจากขาย หรือ อยู่ฝ่ายขายมาก่อน
งานขายตรง ไม่ว่าประกันชีวิต เครื่องสำอางค์หรือยาชูกำลังสารพัด มักได้ค่านายหน้าประมาณ 30%ไม่ว่าจะเป็นการขายครั้งแรกหรือเมื่อขายซ้ำ ยกเว้นงานขายประกันชีวิตที่จะได้มากในปีแรก
ส่วนผู้บริหารทีมงานจะได้ค่าบริหารประมาณ 30%ของค่านายหน้าของลูกทีมซึ่งน่าจะตกประมาณ 10%ของยอดขายสินค้ารวม ลองนึกภาพดูว่า ถ้าทีมงานขายนั้นสร้างยอดขายต่อปีได้ถึง 100 ล้านบาท ผู้บริหารทีมงานก็จะมีรายได้ถึง 10 ล้านบาทต่อปีทีเดียว หรือตัวนักขายเองหากขยันพบลูกค้า จะสามารถทำยอดขายได้ 10 ล้านบาทต่อปี เขาก็สามารถมีรายได้ 3 ล้านบาทต่อปีได้เช่นกัน
4.เป็นนักวิชาชีพผู้ประสบความสำเร็จ
เราคงเคยได้ยิน เรื่องแพทย์เฉพาะทาง ,ทนายความผู้เชี่ยวชาญ ,สถาปนิกผู้โด่งดัง ที่สามารถทำเงินได้ปีละ 5-10 ล้านบาท บางคนสามารถเรียกค่าปรึกษาเป็นนาที ตั้งราคาได้ตามที่ตนเองพอใจ คนเหล่านี้ย่อมเป็นเศรษฐีได้ตามปรารถนา
5.เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด
ถึงแม้เราจะเป็นคนธรรมดา มีอาชีพแค่เป็นลูกจ้าง เป็นคนกินเงินเดือน เราก็สามารถเป็นเศรษฐีได้เหมือนกันถ้าเราเก็บเงินเก่ง รู้จักช่องทางลงทุน และลงทุนได้อย่างชาญฉลาด สมมติว่าเราเก็บเงินได้เดือนละ10,000 บาท ปีละ 120,000 บาทเก็บได้ทุกปีอย่างต่อเนื่อง แล้วเรานำเงินนี้ไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมชนิดต่างๆ หากคุณสามารถทำกำไรได้เฉลี่ยปีละ 15 % ผ่านไป 20 ปีเงินของคุณจะงอกเงยมาเป็น 14 ล้านบาท
แต่ถ้าคุณสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนถึงปีละ 20 % อีก 20ปีข้างหน้า เงินของคุณจะกลายเป็นเงิน 27 ล้านบาท ถึงตอนนั้น คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีเหมือนกับเขา
ที่เล่ามา เป็นกลุ่มหลักๆที่พอจะประมวลมาได้ว่า เป็นช่องทางที่คนทั่วไปจะมาดมั่นขึ้นมาเป็นเศรษฐีได้ ขณะที่บางอาชีพทำให้ตาย ขยันอย่างไร ก็ไม่มีทางรวย แต่ คุณเห็นด้วยกับผมไหมว่า ทุกกลุ่มที่พูดมาทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องขยันมุ่งมั่นและอดทนอย่างถึงที่สุด จึงจะบรรลุความสำเร็จ
ว่าแต่ว่า คุณมีคุณสมบัตินี้แล้วหรือยัง ถ้ามี เงินล้าน เงินสิบล้าน ก็รอเป็นรางวัลชีวิตให้คุณเหมือนกัน
ที่มา http://www.thaifinancialadvisor.com/
5 นิสัย เป็นเศรษฐีเงินล้าน
ไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคนี้ ที่เราจะหาเงินล้านก้อนแรกแบบง่ายๆในชีวิต
ยิ่งในปัจจุบันทั้งข้าวของแพง เงินเดือนอันน้อยนิด แล้วเราจะทำอย่างไรดี
Sanook Money เอา 5 นิสัย ก้าวสู่การเป็นเศรษฐีเงินล้าน มาฝากกัน
1.หาเงินเพื่อลงทุน ไม่ใช้เพื่อใช้จ่าย
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะทำงานหาเงิน และจะบำเรอความสุขให้กับตัวเองในสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นทั้งหนี้บัตรเครดิต ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
ลองเปลี่ยนจากนิสัยแย่ๆเหล่านี้ ลองหันกลับมามองว่า "หาเงินเพื่อลงทุน ไม่ใช้เพื่อใช้จ่าย" ลองเปลี่ยนเงินที่ใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย เป็นเอาเงินมาลงทุนต่อยอดดีกว่า
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะทำงานหาเงิน และจะบำเรอความสุขให้กับตัวเองในสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นทั้งหนี้บัตรเครดิต ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
ลองเปลี่ยนจากนิสัยแย่ๆเหล่านี้ ลองหันกลับมามองว่า "หาเงินเพื่อลงทุน ไม่ใช้เพื่อใช้จ่าย" ลองเปลี่ยนเงินที่ใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย เป็นเอาเงินมาลงทุนต่อยอดดีกว่า
2.ทำงานหาเงินให้มากขึ้น
ใช่ว่ารวยแล้ว เราต้องหยุดทำงาน หากคุณมีเงินเดือนประจำอยู่แล้ว ลองหาอาชีพเสริม เช่นขายของตามตลาดนัด ขายของออนไลน์ หรือจะรับงานอิสระ มาทำเพิ่มยามว่าง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ใช่ว่ารวยแล้ว เราต้องหยุดทำงาน หากคุณมีเงินเดือนประจำอยู่แล้ว ลองหาอาชีพเสริม เช่นขายของตามตลาดนัด ขายของออนไลน์ หรือจะรับงานอิสระ มาทำเพิ่มยามว่าง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
3.เข้าใจฐานะของตัวเอง
หรือพูดง่ายๆว่า รู้ตัวว่าเรามีเงินมากน้อยแค่ไหน มีเงินเก็บเท่าไร ควรใช้จ่ายซื้อของราคาแบบไหน ที่จะไม่กระทบต่อเงินในบัญชี และมีงินออมเหลือเก็บ
4.กล้ารับความเสี่ยงในการลงทุน
ลองนำเงินเก็บที่คุณไม่ได้เก็บไว้เพื่อใช้ยามฉุกเฉิน แบ่งมาลงทุนทำอะไรสักอย่างที่คุณชอบ หรือตามความสามารถที่ตัวเองทำได้ เช่น ลงทุนหุ้น ลงทุนทองคำ ลงทุนขายของ แต่ที่สำคัญคือ คุณยอมรับความเสี่ยงได้หรือไม่
5.มีแผนในชีวิต
ตั้งเป้าให้ชัดเจน ว่าต้องการเก็บเงินเท่าไร ภายในระยะเวลาเท่าไร ตั้งใจทำให้ได้ตามที่คุณตั้งใจไว้ เมื่อถึงวันนั้น คุณจะยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว
ลองดูสิว่า คุณมีนิสัยเหล่านี้ครบ 5 ข้อแล้วหรือยัง ตอนนี้ก็ยังไม่สายที่จะเริ่มทำ ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับคำว่า "เศรษฐีเงินล้าน"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)